After Raining Ghost - 1..
posted on 31 Oct 2007 23:59 by whitepaladin in Fiction1..
ซ่า.. เสียงฝนตกดังมาให้ได้ยินอย่างไม่ขาดสาย กลิ่นไอดินเย็นๆ แสนคุ้นเคยโชยมาต้องจมูก ละอองเปียกชื้นของน้ำฝนโปรยมาถูกตัวหลายทุกทีเมื่อลมโกรกแรงๆ จนร่างในชุดสีขาวที่เดินเข้ามาใหม่เห็นแล้วก็อดที่จะเอ่ยตำหนิไม่ได้ "ทำไมถึงไม่ปิดหน้าต่างล่ะ? โดนละอองฝนเดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ แล้วอีกอย่างมันไม่ดีต่อแผลด้วย เป็นอย่างนี้เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ไม่ให้ออกจากโรงพยาบาลซะหรอก!"
ผมไม่ตอบ เพียงแต่ถอนหายใจแผ่วเบา ดวงตาสีเหล็กเลื่อนไปมองที่แขนซ้ายซึ่งผ่านการเข้าเฝือกมาได้ไม่นานเท่าไหร่ เมื่อเห็นพยาบาลคนเดิมเดินไปจัดการปิดหน้าต่างให้จนมองเห็นภาพสะท้อนเลือนรางของตัวเองที่อยู่ในกระจก เด็กวัยรุ่นชายผมสีน้ำตาลอ่อนไว้ยาวระต้นคอ บวกกับใบหน้าติดจะหวานจนดูคล้ายกับเด็กผู้หญิง ดวงตาสีเหล็กสะท้อนภาพสายฝนที่ตกซ้ำไปซ้ำมาไม่สิ้นสุด คิ้วบางขยับขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นชุดคนไข้หลวมๆ และผ้าคล้องเผือกที่ดูน่าแสนรำคาญ ริมฝีปากบางเริ่มแห้งจนต้องแลบลิ้นมาเลียเพื่อให้ความชุ่มชื้น ผมหลุบตาลงพักหนึ่งก่อนที่จะพูดขอบคุณเธอเบาๆ "ขอบคุณครับ.."
"จ้าๆ ดูแลตัวเองด้วยล่ะ แขนก็ไม่ค่อยดี ยังจะมาตากน้ำฝนอีก รู้อย่างนี้ไม่ให้แยกห้องก็ดีหรอก ยิ่งพ่อแม่เธอไม่ได้มาเฝ้าด้วยเนี่ย พี่เลยลำบากอยู่คนเดียว" พยาบาลคนเดิมแกล้งบ่นอุบอิบ หญิงสาวทรุดตัวนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ ดวงหน้าสวยกับรอยยิ้มสดใสสมวัย เส้นผมสีดำยาวเคลียไหล่ของเธอถูกรวบบางส่วนไว้ สิ่งเหล่านี้บอกกับผมได้ว่า เธอนั้นคงเพิ่งเริ่มงานนี้ได้ไม่นานนักด้วยวัยที่ไม่ห่างกันมาก และการที่มีผมซึ่งเป็นคนไข้คนแรกของเธอเป็นอดีตเพื่อนบ้านกันมาก่อนนั้น ทำให้เธอดูกระตือรือร้นที่จะคอยซักถามดูแล และแอบแกล้งผมเป็นบางครั้ง
"คร้าบ.." ผมลากเสียงยาวก่อนจะกลืนน้ำลายแล้วตัดสินใจถามพยาบาลคนนั้นด้วยน้ำเสียงกล้าๆ กลัวๆ "... ‘พี่หญิง' ..เพื่อนผมเป็นยังไงบ้างครับ?"
หญิง พยาบาลสาวไฟแรงที่เพิ่งจบปริญญาตรีสาขาพยาบาลศาสตร์มาหมาดๆ ระบายลมหายใจยาวแล้วยิ้มเจื่อน ก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ "เห็นคุณหมอบอกว่าอาการหนักมาก.. คงไม่พ้นคืนนี้.. แกเตรียมทำใจไว้ด้วยล่ะ"
"..."
ผมหลุบตาลงด้วยความอ่อนล้า ความรู้สึกขมๆ ที่เอ่อท้นขึ้นมาถึงลำคอทำให้แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ผมทิ้งร่างลงบนเตียงสีขาวที่ผ้าห่มและผ้าปูเตียงเต็มไปด้วยชื่อโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งด้วยอารมณ์หงุดหงิดยากที่จะบรรยายออกมาได้ ยามนี้แม้แต่เสียงฝนที่อยากให้ดังเข้ามากลบความรู้สึกปวดร้าวในใจ กลับไม่ยอมเป็นใจ ฝนที่ตกหนักมาตลอดวันกลับซาลงเสียดื้อๆ
"เหอะ.. ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากนอนแกร่วบนเตียง รอฟังข่าวว่าเพื่อนจะตายเมื่อไหร่ น่าสมเพชตัวเองจริง.." ผมแค่นเสียงออกมาเบาๆ ด้วยความคับแค้นใจ
โป๊ก!
พยาบาลสาวเคาะหัวผมเบาๆ หลังจากเคาะเสร็จหล่อนก็ยืนเท้าสะเอวเตรียมอ้าปากพูด ซึ่งผมก็รู้ตัวว่าจะต้องถูกว่าอีกแน่จึงแกล้งทำเป็นเจ็บเสียก่อน "อูย พี่หญิงเคาะหัวผมทำไม?"
"'นัท'.. ถึงแกบ่นไปแกก็ไม่ได้ช่วยให้เพื่อนแกดีขึ้นหรอกนะ เก็บแรงที่จะบ่นไว้ดูแลแขนซ้ายที่หักของแกเถอะ.. เข้าใจนะ?" พยาบาลสาวว่าแล้วยังทำท่าเหมือนจะเขกหัวให้อีกที แต่แล้วหล่อนก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรได้ "ตายจริง ชั้น! ลืมไปเลย ต้องเอายามาให้แกนี่หว่า คุยเพลิน รอเดี๋ยว.. เดี๋ยวพี่กลับมาพร้อมกับยาของแก ห้ามบ่นว่าเกลียดยาอีกนะ"
ผมมองตามพี่หญิงที่ค่อยๆ เดินออกจากห้องคนไข้พิเศษ ที่มีแต่ผมนอนแกร่วอยู่บนเตียงคนเดียว แล้วก็ถอนหายใจออกมาอีกหน "ต้องกินยาอีกแล้วรึเนี่ย? เกลียดจัง.."
ห้องคนไข้พิเศษที่ผมอยู่นั้นมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ตั้งแต่โทรทัศน์ ตู้เย็น โทรศัพท์ ตลอดจนมีห้องน้ำในตัว แต่ผมก็ไม่ได้สนใจมันซักเท่าไหร่เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เวลาส่วนใหญ่ของผมถ้าไม่หมดไปกับการนอน ก็หมดไปกับการหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านหรือไม่ก็พลิกไปพลิกมาด้วยความเซ็ง (แน่นอนว่าด้วยมือขวาเพียงข้างเดียว)
แม่มาเยี่ยมเป็นผมพักๆ และทุกครั้งที่มาแม่จะหอบของฝากมาเป็นกระบุง ซึ่งมันก็ยังคงกองอยู่บนโต๊ะข้างๆ หัวเตียง ผมไม่ค่อยได้แตะของพวกนั้นด้วยเหตุผลแค่ "ยังไม่อยากกิน" แต่ไม่ใช่ว่าผมรังเกียจแม่ที่วันๆ เอาแต่ทำงานจนไม่ค่อยได้มาดูแลผมนะ ผมรักแม่มาก และผมก็รู้ว่า แม่ก็รักผม แต่ว่าตั้งแต่พ่อเสียไป แม่ก็ต้องทำงานหนักขึ้นในฐานะเสาหลักของบ้าน แม่เครียดกับงานเป็นประจำผมรู้ เพราะอย่างนั้นแม่จึงมาอยู่เฝ้าผมอย่างที่แม่ต้องการไม่ได้
ระหว่างที่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยนั้นเอง ประตูก็เปิดออกอีกครั้งพร้อมกับร่างของพยาบาลใจดี(?) และถาดยาที่ทำจากโลหะขัดเป็นมันเงา มียาหลายเม็ด หลายสีสันและหลายขนาดวางอยู่บนนั้น ผมกลืนน้ำลายเอื๊อก แล้วหันไปต่อรองกับพี่พยาบาลสุดสวยที่กำลังยืนยิ้มหวาน.. ยิ้มหวานจนน่ากลัว
"กินให้หมดนะคะคุณท่าน'นทกานต์ ธาราพิทักษ์'" พี่หญิงเรียกชื่อผมอย่างเต็มยศด้วยน้ำเสียงกึ่งล้อเลียนก่อนจะวางถาดยาไว้ตรงหน้าผม แล้วเธอก็เดินตรงไปที่กระติกน้ำร้อนและเทน้ำส่งมาให้ผมแก้วหนึ่ง "ไม่งั้นพี่จะจับกรอก.."
"...โห.. เรียกซะเต็มยศเลยนะพี่นะ.."
ผมดันตัวลุกขึ้นจากเตียงเบ้หน้านิดหนึ่งก่อนจะตัดสินใจคว้ายาทั้งหมดยัดเข้าปากแล้วรับแก้วน้ำอุ่นมากระดกตามรวดเดียวหมด ผมใช้มือขวาเช็ดปากที่เปียกชื้นเพราะการกินน้ำแบบทีเดียวหมดแก้วก่อนจะหันไปเหล่มองพี่หญิงด้วยสายตาเคืองๆ "กินหมดแล้ว พอใจรึยัง?"
เมื่อเห็นว่าผมกินยาหมดแล้ว ผมก็สังเกตุเห็นสีหน้าของพยาบาลสาวตรงหน้าที่เริ่มเปลี่ยนไป เธอขยับยิ้มเศร้าๆ ก่อนที่จะพูดประโยคที่ทำให้ผมตัวแข็งทื่อออกมา "นัท.. ยัยริน.. เพื่อนของนัท.. เสียแล้วล่ะ... เมื่อกี้นี้เอง พี่ได้ยินคุณหมอที่เป็นเจ้าของไข้คุยกับรุ่นพี่พยาบาลที่เดินออกมาด้วยกัน.. อย่า.. อย่าคิดมากเลยนะ"
แล้วพี่หญิงก็นั่งลงบนเตียงข้างๆ ผม จนร่างที่แข็งทื่อรู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่กดลงบนเตียง พี่หญิงแตะไหล่ผมเบาๆ เป็นการปลอบโยน ขณะที่ผมก็ได้แต่บีบมือตัวเองแน่นจนเกร็ง ในใจก็เฝ้าภาวนาขอให้เรื่องที่ได้ยินเป็นเรื่องโกหก "โกหก.. โกหกใช่มั๊ย? พี่หญิงบอกผมหน่อยว่านี่มันไม่จริง พี่แค่ล้อผมเล่น ใช่มั๊ย?" น้ำเสียงเริ่มแตกพร่าอย่างที่ตนเองไม่สามารถควบคุมได้ ร่างทั้งร่างสั่นเทิ้ม น้ำใสๆ รินออกมาจากดวงตาสีเหล็กทั้งสองข้างไม่ยอมหยุด
พี่หญิงไม่ตอบอะไรเธอเพียงดึงผมให้ไปซบที่ไหล่บาง แล้วลูบเบาๆ ที่แผ่นหลัง.. "ทำใจเถอะนะนัท เธอไปสบายแล้ว ถึงเธอจะรอดมาได้ก็คงกลายเป็นคนพิการ.. นัทจะทนเห็นเพื่อนตัวเองในสภาพนั้นได้รึไง?"
"ผม.." ผมตอบอ้ำอึ้ง ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากเลือกสักอย่าง ใช่.. คงไม่มีใครเลือกได้ระหว่างยอมให้เพื่อนพิการ แล้วมีชีวิตอยู่ในโลกที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง หรือปล่อยให้เพื่อนตายไปต่อหน้าต่อตา
ภาพสุดท้ายของเราสองคนยังคงกระจ่างอยู่ในความทรงจำ ภาพอันไม่น่าจดจำนั่นยังคงติดตาผมตลอด.. อย่างน้อยก็ตลอดเวลา 2 วันที่อยู่ที่โรงพยาบาลนี่
ริน.. หรือ ศิรินดา ศิริวรรณลักษณ์ เป็นเด็กสาวร่างเล็กหุ่นผอมบาง แถมหน้าอกก็ไม่ค่อยจะมี แต่ใบหน้าที่สวมหน้ากากของความเย็นชาเรียบเฉยไว้ตลอดเวลานั้นก็ทำให้เพื่อนคนอื่นๆ ในชั้นเรียนรู้สึกเกรงใจได้ไม่น้อย ดวงตาสีชาซีดที่มักจะฉายแววเหม่อลอยใต้คิ้วโก่งบางได้รูป และริมฝีปากที่มักเม้มสนิทเสมอ เส้นผมสีชาซีดจางเช่นเดียวกับดวงตานุ่มเป็นเงาเหมือนแพรไหมที่เธอจะรวบเป็นหางม้าสูงสองข้างเป็นประจำ นอกจากหน้าตาที่จัดอยู่ในเกณฑ์ดีแล้วแล้วรินยังเป็นคนหัวดี เธอมักสอบได้คะแนนเป็นลำดับต้นๆ ในวิชาที่เธอถนัดเสมอ(ที่จริงแล้วเธอก็ไม่ถนัดอยู่ไม่กี่วิชาหรอก) หากแต่.. เธอเป็นคนมีเพื่อนน้อย
และด้วยความที่เราต่างก็มีเพื่อนน้อยนั่นเอง ที่ทำให้เราเริ่มคุ้นเคยจนกลายเป็นเพื่อนสนิทในที่สุด..
ระหว่างทางกลับบ้าน เราสองคนที่สนิทกันมาตั้งแต่ชั้นมัธยมต้นเดินกลับบ้านด้วยกันเหมือนเช่นที่ทำทุกวัน
หากแต่วันนั้น ถ้าผมออกมาเร็วกว่านี้ซัก 5 นาที ไม่สิ.. แค่เพียงนาทีเดียวเท่านั้น เรื่องเลวร้ายทั้งหมดก็คงไม่เกิดขึ้น
วันนั้น.. เธอเดินออกมารอผมอยู่ที่หน้าโรงเรียน เพราะว่าผมบอกกับเธอว่าจะไปเข้าห้องน้ำ เมื่อผมมาถึง เสียงหนึ่งก็ดังสนั่นหวั่นไหว
บรึ้มมมมมม!!!
ตามมาด้วยเสียงล้อรถยนต์เสียดสีอย่างแรงกับพื้นถนน ผมสังหรณ์ไม่ดีรีบวิ่งเข้าไปหาเพื่อน หากแต่รถกระบะยางแตกคั้นนั้นก็พุ่งตรงเข้ากระแทกร่างบางของเด็กสาวจนกระเด็น และพุ่งตรงเข้ามาหาผม..
โครม!!!!
สำหรับผมนับว่ายังโชคดีที่รถคันนั้นแค่เพียงพุ่งเฉี่ยวผ่านไป แต่แค่นั้นก็ทำให้แขนซ้ายของผมอยู่ในสภาพอย่างที่เห็น แต่สำหรับเธอแล้ว.. โชคกลับไม่เข้าข้าง..
---------------------------------------------------------------------



#1 By ผมกินมาม่ามาจากญี่ปุ่น - -* (Woratana) on 2007-11-01 08:39