After Raining Ghost - 2..

posted on 15 Nov 2007 18:41 by whitepaladin  in Fiction

2..

 

อากาศปลายฤดูฝนยังคงชื้นแฉะและแปรปรวนเหมือนเดิม โดยเฉพาะฝนที่มักตกในช่วงเย็นตอนเลิกเรียนพอดีเหมือนว่าเหล่าเทวดาบนฟ้ากำลังสนุกที่ได้กลั่นแกล้งเด็กตาดำๆ ให้ต้องตัวเปียกฝนชุ่มกลับบ้านแล้วก็ถูกพ่อแม่บังคับให้กินยาแก้ไข้ขมๆ รสชาติสุดแสนจะบรรยายนั่น..

 

พระอาทิตย์ทอแสงอบอุ่นไม่ร้อนแรงเหมือนเช่นทุกวัน ผมก้าวเท้าเดินช้าๆ เหมือนคนเหม่อลอย เนื่องจากแขนซ้ายยังคงอยู่ในสภาพที่ใช้การไม่ได้จึงทำให้ผมเลิกคิดจะสะพายเป้คู่ใจอย่างที่เคยทำเป็นประจำ แต่หันมาใช้กระเป๋านักเรียนสีดำสนิทที่ทำจากหนังแทน เนื่องจากรำคาญเวลาที่ต้องปลดสายคล้องเฝือกแข็งๆ นั่น นัยน์ตาสีเหล็กหันไปมองป้ายชื่อโรงเรียนที่อ่านได้ว่า ถาวรการุณย์วิทยาลัย

 

โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนเอกชนเล็กๆ แต่มีชื่อเสียง ที่นี่เป็นศูนย์รวมเหล่านักเรียนทั้งไฮโซและไม่ไฮโซในจังหวัดเอาไว้ ด้วยจำนวนอาจารย์ประมาณ 100 คนและนักเรียนราวๆ 1000 คน ทำให้โรงเรียนนี้ดูคึกคักพอสมควร ไม้ยืนต้นหลากพันธุ์ถูกปลูกไว้เพื่อให้ความร่มเย็นแก่บริเวณอาคารและสวนหย่อม ซึ่งโดยมากแล้วต้นไม้ที่ปลูกอยู่บริเวณหลังโรงเรียนนั้นจะเป็นต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของโรงเรียน ..ต้นนนทรี

 

อีกประมาณ 30 นาทีถึงจะเป็นเวลา 8 โมงตรง ผมยังคงก้มหน้าเดินไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจนักเรียนชายหญิงที่เดินสวน และเดินแซงหน้าขึ้นไป โรงเรียนวันนี้ช่างดูเงียบเหงา เมื่อผมเสียคนที่เรียกได้ว่ารู้ใจไป..

 

รินที่มักจะแต่งกายด้วยชุดนักเรียนหญิงเรียบร้อย คอยเดินข้างผมตลอดมากลายเป็นเพียงภาพฝัน เด็กสาวตัวเล็กใบหน้าสะสวย เกล้าผมหางม้าคู่สูง สวมเสื้อเชิ้ตคอปกสีขาวผูกโบเล็กๆ สีชมพูออกแดง และกระโปรงพลีตลายสก๊อตสีแดงเลือดหมูซึ่งเป็นเครื่องแบบมาตรฐานของโรงเรียน กับผมที่แต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวกางเกงขายาวสีดำสนิท กับรองเท้าผ้าใบคู่ใจที่พร้อมจะเดินย่ำไปทุกหนทุกแห่ง

 

แม้ว่าการแต่งกายของนักเรียนจะถูกกำหนดไว้เป็นมาตรฐาน หากแต่เรื่องทรงผมนั้นโรงเรียนกลับให้อิสระกับนักเรียนในระดับหนึ่ง ด้วยกฎที่ว่า "ดูเรียบร้อยก็พอ" แต่แค่นั้นก็ทำให้มีนักเรียนหญิงไว้ผมหลายๆ ทรง บ้างก็ทันสมัยแต่ไม่เกินขอบเขต บ้างก็ไว้ทรงเรียบๆ สำหรับผมแล้ว เรื่องทรงผมนั้นมันก็แค่เรื่องที่ไม่ค่อยน่าใส่ใจ

 

‘หลวงพ่อนนทรี' พระพุทธรูปไม้แกะสลักปางลีลาองค์สูงดูอ่อนช้อยงดงามประดิษฐานกลางวงเวียน เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงเรียน ว่ากันว่าพระองค์ท่านเป็นพระพุทธรูปโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายที่ถูกค้นพบเมื่อตอนที่กำลังจะก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้ เรื่องความศักดิ์สิทธิ์และอิทธิปาฏิหาริย์ของท่านนั้นคงจะเป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล แต่เรื่องความนับถือต่างหากที่ผมว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าใครในโรงเรียนนี้ต่างก็ศรัทธาและนับถือพระพุทธรูปองค์นี้อย่างมาก ซึ่งดูได้จากกระถางธูปที่มีธูปปักเต็มจนแน่นทุกวัน ผมเงยหน้าขึ้นมองท่านก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วยกมือขวาที่ไม่ได้ใส่เฝือกขึ้นไหว้ทั้งกระเป๋าแล้วอธิษฐานขอพรเหมือนเคย ก่อนจะเดินตรงไปยังสถานที่ เงียบสงบที่สุดในโรงเรียน.. ป่านนทรี

 

ถึงคนในโรงเรียนจะเรียกมันว่าป่านนทรี แต่ที่จริงแล้วก็แค่สวนหลังโรงเรียนที่ไม่ใหญ่โตมากมายแค่นั้นเอง..

 

ธารน้ำตื้นเขินจากกาลเวลาไหลเอื่อยผ่านป่านนทรีอย่างเชื่องช้าผ่านออกลงสู่คลองธรรมชาติอีกแห่งที่อยู่ไม่ไกลนัก ช่วงนี้ป่านนนทรีเล็กๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลเพราะอากาศที่เริ่มเย็นลง อีกไม่นานพอเข้าฤดูหนาว ต้นไม้ประจำโรงเรียนเหล่านี้ก็จะผลัดทิ้งใบลงกองเต็มพื้นดูเป็นภาพที่สวยงามแปลกตาอีกแบบ ผมยืนมองใบแก่ที่ถูกสายลมปลิดร่วงจากต้นจนปลิวว่อน ก่อนจะเอนตัวอิงกับต้นนนทรีใหญ่ริมธารต้นประจำที่ผมชอบ แล้วค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งลงกับพื้นหญ้าโดยไม่กลัวเปื้อน กระเป๋านักเรียนวางแหมะไว้ข้างกาย ก่อนที่สายตาจะทำหน้าที่ประจำคือ เหม่อ..

 

"...มาแต่เช้าเลยนะ นัท" เสียงหวานแผ่วเบาเหมือนกระซิบให้ได้ยินที่ข้างหู

 

"หึ.. 7 โมงครึ่งนี่มันไม่เรียกว่าเช้าแล้วนะยัยเอ๋อ.. อีกแค่ครึ่งชั่วโมงก็ต้องไปเข้าแถวตอนเช้าแล้ว เวลาแค่นี้ถ้าการบ้านเยอะๆ อย่างนั้นลอกไม่ทันหรอก.." ผมตอบด้วยน้ำเสียงกึ่งเล่นกึ่งจริง เพราะรู้ว่าคนที่เข้ามาเป็นใคร

 

 "ชิ.. ดันรู้ทัน" เจ้าของเสียงทำท่าไม่สบอารมณ์ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ผมแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ถ้าเป็นเรื่องการบ้านน่ะ เสร็จแล้วล่ะ แต่เห็นท่าทางนายจะคิดมากตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว เรื่องรินสินะ?"

 

ความรู้สึกขมในปากเอ่อล้นออกมาทางดวงตาที่ถูกน้ำใสๆ มาคลอ "..รินน่ะ.. รินน่ะ ตายเพราะฉันเชียวนะ เพราะวันนั้นฉัน..."

 

"หยุด... หยุดโว้ย!!!"

เด็กสาวลุกขึ้นแล้วชูมือห้ามเป็นการใหญ่ ดวงหน้าหวานของเธอไม่ค่อยเข้ากับน้ำเสียงออกจะห้าวๆ ที่กำลังโวยใส่ผม "ไอ้บ้า! นั่นมันความผิดของนายที่ไหน? คนจะตายอยู่ที่ไหน ทำอะไรก็ตาย.. ถึงวันนั้นนายออกมาเร็วก็ใช่ว่าเธอจะรอดจากไอ้รถนรกนั่น ใช่มะ? ใครๆ เขาก็เศร้ากันทั้งนั้นแหละ แต่นายไม่ต้องมาทำเป็นพระเอกไปหน่อยเลย.. มันน่าหมั่นไส้!"

 

ผมก้มหน้านิ่งไม่พูดอะไร หากแต่ในใจก็ยอมรับว่าสิ่งที่เจ้าหล่อนพูดน่ะถูกทุกอย่าง "...วันนี้มาแปลกนะ ยัยเอ๋อ.. มาแนวนักปรัชญาเลย แต่ก็ขอบใจ.."

 

‘ยัยเอ๋อ' เอามือลูบหัวแก้เก้อ ก่อนที่จะตัดสินใจทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ผมอีกครั้ง "ว่าแต่นายเลิกเรียกฉันว่ายัยเอ๋อซะทีได้มั๊ยเนี่ย ชื่อฉันออกจะไพเราะเพราะพริ้งเลิศหรูอลังการงานสร้างว่า อรุณรัตน์ เลิศพาณิชย์ หรือ ‘ทราย' เชียวนา"

 

ผมหันไปมองหน้าหวานของหญิงสาวข้างๆ ก่อนจะพยักหน้า "อืม.. ก็ได้ งั้นเรียกน้องทรายแทนละกัน"

 

"นั่นก็ไม่เอาโว้ย เรียกทรายเฉยๆ ไม่ได้รึไง?" คนที่จะถูกเรียกว่าน้องทรายโวยวายขึ้นมาข้างๆ ถ้าพิจารณาให้ดีเธอก็ไม่ห่างไกลจากคำว่าธรรมดาเลย แต่ด้วยดวงตาสีเหล็กที่ดูสดใสบวกกับบุคลิกที่ร่าเริง (ออกจะเกินไปด้วยซ้ำ) และออกจะห้าวๆ ในบ้างครั้งนั่นทำให้มีหลายคนสนใจในความน่ารัก(?)ของเธอ แต่ว่าคุณเธอก็โวยวายไล่จนแตกกระจายหายไปหมดทุกราย ด้วยเหตุผลที่ว่า "ยังไม่อยากมีแฟน"

 

ทรายเป็นคนมีเพื่อนมาก แต่ไม่รู้คิดยังไงถึงเข้ามาคบกับพวกเก็บตัวอยู่เงียบๆ อย่างผมกับริน บ่อยครั้งที่เธอมักจะวิ่งมาง้องอนขอลอกการบ้านตอนเช้าๆ รึไม่ก็ขอตามกลับด้วยในบางเย็น เธอเป็นอีกคนที่ผมเห็นแล้วยิ้มออก (เพราะขำเป็นส่วนใหญ่)

 

"ก็ได้เอ้า.." ผมพูดพร้อมกับแอบอมยิ้ม ซึ่งคนข้างๆ ก็เหล่ตามามองแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ "อ่า ฮะ.. ยิ้มแล้วไง"

 

ผมอึ้งกับคำพูดของเธอ ที่เข้ามานี่เพราะว่าห่วงผมงั้นเหรอ? รึว่าแค่อยากเห็นผมยิ้มกัน?

 

เมื่อเห็นว่าผมกำลังอยู่ในสภาพเอ๋อๆ เธอจึงรีบผุดลุกขึ้นแล้วเตรียมวิ่งหนี แต่ก่อนจะไปหญิงสาวก็แกล้งทำท่าส่งจูบมาให้พร้อมกับพูดว่า "งั้นไปก่อนนะจ๊ะ ที่รัก!"

 

ผมลุกขึ้นแล้วตะโกนไล่หลังไปว่า "ใครเป็นที่รักของยัยเอ๋ออย่างเธอกัน!!"

 

"คิกๆ แกล้งนายสำเร็จจนได้!!" เสียงหัวเราะคิกคักดังมาให้ได้ยินพร้อมกับภาพหางเปียของทรายสะบัดไปมาในขณะที่เธอวิ่ง ผมระบายลมหายใจออกมาด้วยความเซ็งเล็กๆ และพึมพำกับตัวเองว่า "เสียรู้จนได้.."

 

แต่ก่อนที่ผมจะนั่งลงตรงที่เดิมอีกครั้งก็เห็นกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งที่ถูกจงใจวางไว้ตรงหน้า ผมขมวดคิ้วนิดหนึ่งก่อนจะคว้ามันขึ้นมาอ่าน ลายมือขยุกขยิกที่ดูแย่เกินไปกว่าจะเป็นลายมือผู้หญิงของยัยคนที่เพิ่งมาแกล้งผมหมาดๆ พออ่านได้ใจความว่า "ไปงานศพรินกันเถอะนะ ถ้านายไม่สบายใจ"

 

ผมเงยหน้าขึ้นมองฟ้า ท่ามกลางใบนนทรีสีเหลืองที่กำลังร่วงหล่น ปิดดวงตาสีเหล็กเป็นเอกลักษณ์ของชาวเอเชียลงครู่หนึ่งเพื่อพักสายตา ก่อนจะลืมตาอีกครั้งพร้อมกับพูดกับตัวเองแผ่วเบา "..ขอบคุณมากนะ ยัยเอ๋อ.. ไม่สิ สัญญาไปแล้วนี่ว่าจะเลิกเรียก งั้น.. ขอบคุณนะ หนูทราย.."

 

...

 

ฉุน...

 

แสบตา..

 

"ฮะ.. ฮัดชิ้ว!"

 

กลิ่นควันธูปที่ลอยตลบอบอวนทั่วทั้งบริเวณ ทำให้โรคภูมิแพ้ของผมเริ่มกำเริบ จนต้องจามติดต่อกันหลายครั้ง น้ำตาที่มาคลออยู่รอบดวงตาสีเหล็กทั้งคู่นั้นไม่สามารถบอกได้ว่าหลั่งออกมาเพื่ออะไร? แค่อาการภูมิแพ้.. หรือความเศร้าที่เสียดแทงลึกเข้าไปในหัวใจ..

 

ภาพเจ้าของงานที่กำลังส่งยิ้มหวานให้ใครบางคนช่างเป็นภาพที่หาดูได้ยาก เพราะเธอมักจะตีสีหน้าเฉยเข้าใส่ทุกคน แต่ผมก็รู้ว่า.. สิ่งที่เธอแสดงออกมามันก็แค่เปลือกแข็งที่จะปกป้องตัวตนที่แท้จริงอันแสนอ่อนแอของเธอจากคนรอบข้าง รูปถ่ายถูกขยายและใส่กรอบอย่างสวยงามตั้งอยู่หน้ากล่องไม้ยาวสีขาว ที่ประดับประดาด้วยอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ ซึ่งนั่นที่พักพิงสุดท้ายสำหรับผู้ที่สูญสิ้นลมหายใจลง.. กล่องสำหรับบรรจุร่างของผู้เป็นที่รัก.. หรือที่เรียกกันว่าโลงศพ..

 

แสงเทียนวับๆ ไหวๆ และกระถางธูปที่มีธูปปักอยู่เต็มไปหมด แสดงให้เห็นถึงจำนวนของผู้ร่วมงาน ที่ส่วนใหญ่นั้นแต่งกายด้วยชุดสีดำสนิท หรือไม่ก็สีขาวสะอาดดูสุภาพ เว้นแต่ผมและทรายที่มาในชุดนักเรียน

 

"นัท..." ยัยเอ๋อกระตุกแขนเสื้อของผมเบาๆ เธอเริ่มทำตาแดงๆ เมื่อเห็นผมเริ่มออกอาการเหม่อลอยอีกครั้ง..

 

"..อืม.." ผมแตะมือของเพื่อนสาวเบาๆ เป็นการตอบรับ ไม่เคยคิดว่าคนที่ร่าเริงบ้าๆ บอๆ อย่างเธอคนนี้จะเป็นคนที่อ่อนไหวและอ่อนแออย่างที่เห็น ผมลอบถอนหายใจก่อนจะปาดเอาน้ำตาออกแล้วฝืนส่งยิ้มให้กับคนข้างๆ "ไม่เป็นไรน่า.."

 

ทรายเบนสายตาหนีจากใบหน้าของผม เธอนิ่ง.. นิ่งไปนาน.. ในที่สุดก็มีคำพูดเล็ดลอดออกจากริมฝีปากบางที่เคยเม้มสนิท "..นัท.. ฉันอยากกลับแล้ว เรากลับกันเถอะ.. นายก็กลับด้วยกันนะ.."

 

ผมพยักหน้ารับอย่างเชื่องช้า.. แล้วลุกขึ้นจากที่นั่งที่อยู่ข้างหลังๆ คนที่นั่งข้างๆ จึงลุกตามพร้อมกับเกาะแขนผมไว้ไม่ยอมปล่อย ราวกับว่าเธอกำลังกลัวว่าถ้าหากเธอปล่อยมือเมื่อไหร่ ผมจะหายไปจากตรงนั้น ผมถอนหายใจออกมาเพียงแผ่วเบาก่อนจะสะกิดคนที่กอดแขนผมไม่ยอมปล่อย "ทราย.."

 

สาวน้อยเริ่มรู้สึกตัวว่ากอดแน่นเกินไป จึงรีบผละออกทันที แต่ก็ยังไม่วายจับชายเสื้อไว้ "ปะ.. ไปเถอะ" เธอพูดด้วยใบหน้าที่ติดจะแดงๆ

 

พ่อกับแม่ของรินยังคงต้อนรับแขกไม่หยุดหย่อน แม้ใบหน้าจะแสร้งทำเป็นยิ้มแย้ม แต่จริงๆ แล้วทั้งคู่คงจะเสียใจมากที่สูญเสียลูกสาวเพียงคนเดียวของบ้านไป ผมกับทรายเดินตรงไปหาท่านทั้งสองแล้วยกมือสวัสดีแล้วกล่าวลา

 

แต่ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ผมหันไปมองโลงสีขาวและรูปของเพื่อนสนิทอีกครั้ง..

 

ภาพของเด็กสาวตัวเล็กในชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนกำลังนั่งอยู่บนโลงสีขาวซีดนั่นด้วยท่าทางสบายๆ ดวงตาสีชาจางๆ ที่อยู่ใบหน้าเรียบเฉยฉายประกายอย่างประหลาด ทรงผมหางม้าสูงทั้งสองข้างพลิ้วไหวไปมาเหมือนต้องลม ริมฝีปากได้รูปขยับขึ้นเป็นรอยยิ้ม แต่นั่นเป็นรอยยิ้มสวยที่ทำให้ผมต้องขนลุกซู่...

 

ริน.. ศิรินดา ศิริวรรณลักษณ์ เด็กสาวผู้ควรนอนทอดร่างสงบนิ่งอยู่ในโลงไม้!

 

---------------------------------------------------------------------

<<ตอนก่อนหน้า   ไปหน้าสารบัญ   ตอนถัดไป>>

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ง่า....มีตัวละครเพิ่มมาแย้ว
งืมๆ open-mounthed smile

#1 By killuar on 2008-05-11 13:37

แล้วตอน 1 ทำไมเข้าไม่ได้อ่ะ
ชื่อโรงเรียนก่ะ พระเอกคุ้นๆ ไงไม่รู้อ่า อิอิ

#2 By เกด (202.44.135.35) on 2008-05-25 22:21