After Raining Ghost - 5..
posted on 18 May 2008 23:20 by whitepaladin in Fiction
ยามสาย.. ท้องฟ้ายังคงหม่นหมอง หมู่เมฆสีอึมครึมมารวมตัวกันแน่นขนัดราวกับว่ากำลังมีงานพบปะสังสรรค์ของเทวดาประจำเมฆแต่ละก้อนอยู่บนนั้น แต่ดูเหมือนว่าเหล่าเทวดาคงจะคุยดีๆ ได้ไม่นานนัก เพราะไม่นานนักก็มีเสียงคำรามครืนๆ เหมือนมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันดังลงมาข้างล่างพร้อมกับแสงแวบวาบ(ที่ไม่รู้ว่าเป็นแสงแฟลชของกล้องถ่ายรูปรุ่นใหม่ในเมืองสวรรค์หรืออะไรกันแน่)ให้มนุษย์เดินดินได้ตกอกตกใจเล่น
เข็มสั้นของนาฬิกาข้อมือกำลังจะชี้ไปที่เลข 9 ซึ่งสมควรเป็นเวลาที่นักเรียนปกติจะได้เข้าชั่วโมงโฮมรูมเหมือนอย่างทุกวัน แต่วันนี้.. ตอนนี้.. ผมกำลังยืนเก๊กหน้าง่วงเต็มพิกัดอยู่กับพวกสายเสมอที่มองไปมองมาก็มีแต่หน้าเดิมๆ
พวกสายสนิทศิษย์ส่ายหน้า.. สายตลอดศก.. หรือสายไปแล้วต๋อยทั้งหลาย ต่างยืนเรียงรายอยู่ตรงกลางลานหน้าพระพุทธรูปด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่ทราบเหมือนกันว่าพวกนี้รู้ชะตากรรมของตนล่วงหน้าแล้วเลยทำใจได้รึเปล่า
“อ้าว! ไงเกลอ ไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีวันนี้แฮะ วันที่นักเรียนดีเด่นเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.50 จะมาสายกับเขาได้ ฮ่ะๆ โลกนี้ยังมีความยุติธรรมอยู่ว้อย..” นักเรียนม.6 ตัวกะเปี๊ยกกระเถิบเข้ามาตบไหล่ผมแล้วก็บ่นอะไรไร้สาระของมันไปตามเรื่อง
“โทษที.. ฉันไม่ใช่เกลอแก...” ผมตอบพลางป้องปากหาว เนื่องจากอารมณ์ตอนนี้ไม่อยากจะวุ่นวายกับใคร
แล้วอยู่ๆ เจ้าหมอนั่นก็จ้องหน้าผมแล้วทำตาโต “โอ้ๆๆๆ ไปทำอะไรมาห๊ะนั่น ตาเป็นหมีแพนด้า แถมยังแดงก่ำยังกะอะไรเลย นัทเอ๊ย!”
“ถ้าฉันบอกแก.. แกจะเชื่อมั๊ยฮึ? สันต์” ผมเหล่ตามองเจ้าเพื่อนตัวดีที่อยู่ห้องเดียวกัน
“เชื่อสิว้า~~~” เจ้าสันต์ตอบพร้อมลากเสียงยาวยืดชวนโมโห “แหม.. ไม่เชื่อเพื่อนแล้วจะไปเชื่อหมาที่ไหน~~~”
ผมได้แต่ถอนหายใจในความไร้สาระของมัน ปั้นหน้านิ่งเลียนแบบยัยผีแล้วตอบไปด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า
“... เจอผีอำว่ะ... หลับไม่ลงทั้งคืนเลย..”
“???! อุบ..” เจ้าตัวแสบกลั้นหัวเราะ แล้วก็ถามทั้งที่ยังขำไม่เลิกนั่นแหละ “เฮ้ย.. นี่มุกใช่มั๊ยนี่..?”
ผมได้แต่ปรายตามองหน้าคนที่เรียกตัวเองว่าเพื่อน “เออ.. มุก ขำมั๊ยล่ะ” ทั้งที่ในใจกำลังแยกเขี้ยวใส่เจ้าเพื่อนบ้าคนนี้อยู่
มุกที่ไหนกันฟะไอ้นี่ ต้นเหตุตัวเป็นๆ ยืนตีหน้านิ่งอยู่ข้างหลังแกโน่นไง..
“ว่าแล้ว.. แต่มุกใช้ได้นะเนี่ย คิดได้ไง?” แล้วมันก็เข้ามาเตรียมจะตบไหล่อีกทีแต่ถูกศอกยันไว้ซะก่อน
“จะตบให้แขนที่หักฉันกระดูกร้าวเลยใช่มั๊ยฟะ? ไอ้บ้าสันต์”
สันต์ยิ้มแห้งๆ แก้เก้อ “เออว่ะ โทษที.. ลืมไป”
ไม่รู้ว่ามันลืม รึมันตาถั่วกันแน่ ของก็เห็นๆ อยู่ว่าใส่เผือกอยู่เนี่ย ฮึ บ้าเปล่าเนี่ย?!
ผมได้แต่แอบนึกด่ามันอยู่ในใจ
และแล้วเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นจากด้านหลังก็ทำให้วงสนทนาแตกกระเจิง เสียงเจี๊ยวจ๊าวที่เคยมีหายเงียบ..
“ดีจังเลยนะคะ.. รู้ตัวกันบ้างรึเปล่าคะเนี่ยว่ากำลังโดนทำโทษอยู่..” อาจารย์กานต์ อาจารย์สาวฝ่ายปกครองที่เดินเข้ามาพูดด้วยสีหน้ายิ้มๆ แต่หากลองดูดีๆ แล้วจะมองเห็นออร่าของพลังความโกรธแผ่ซ่านออกมารอบตัว เมื่อเห็นว่าเริ่มเงียบแล้วเธอก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วหันไปคุยกับอาจารย์อีกคนที่สวมสูทสีดำและสวมแว่นกันแดดท่าทางค่อนไปทางดุๆ ที่ชื่ออาจารย์ศักดา ซึ่งนักเรียนทั้งหลายรู้จักกันในนามอาจารย์มาเฟีย อันนี้ผมก็เคยคิดเหมือนกันว่าน่าให้อาจารย์แกไปเป็นมาเฟียจริงๆ น่าจะดูเข้าท่ากว่ามาเป็นอาจารย์เป็นไหนๆ
“อืม..” อาจารย์มาเฟียทำเสียงเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะล้วงมือขวาเข้าไปในสูทแล้วหยิบอะไรบางอย่างออกมา แน่นอนว่ามันไม่ใช่ปืนรึว่าระเบิดแน่ ลองคิดดูสิว่าใครจะบ้าให้มาเฟียพกปืนจริงๆ มาเป็นอาจารย์กันล่ะครับ
รูปถ่ายขนาดเล็กที่ถูกหยิบออกมาจากกระเป๋าเสื้อถูกส่งให้นักเรียนแต่ละคนคนละใบ เสร็จแล้วอาจารย์มาเฟียก็ใช้นิ้วดันแว่นกันแดดสีดำขึ้นด้วยท่าเท่ๆ อย่างพระเอกหนังแล้วพูดเบาๆ ด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมออกมาพอได้ยินว่า
“ไปเก็บมันซะ..”
อึก..
ทุกคนต่างสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นรูปของเหยื่อ(?) ส่วนผมกลับลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่อาจารย์ไม่ได้ให้ไปเก็บใครซักคนในโรงเรียนจริงๆ (?) ผมมองรูปถ่ายของถังขยะถังหนึ่งที่ล้มลงมาระเนระนาดกระป๋องน้ำอัดลมเปล่ากระจายเต็มพื้นแล้วยิ้มเจื่อนๆ นี่คือภารกิจก่อนเข้าเรียนเช้านี้..
...
“อะ.. โอฮาโยโกไซมัส.. เอ่อ.. อ่า.. โนๆ กู๊ดมอร์นิ่ง..” เสียงน่ารักสไตล์สาวญี่ปุ่นดังออกมาจากห้องม.6/3 ซึ่งเป็นห้องเรียนที่เน้นด้านภาษาต่างประเทศ ซึ่งเร็วๆ นี้เพิ่งรับนักเรียนแลกเปลี่ยนมาจากญี่ปุ่น เธอชื่อ ‘ ริวนะ ชิราฮิเมะ ’ ซึ่งออกจะเป็นคนค่อนข้างอัธยาศัยดีแต่รู้สึกจะไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเท่าไหร่ แต่ก็การที่สอบทุนเพื่อเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนผ่านมาได้แสดงว่าหัวคงดีพอสมควร
“โอฮาโย ริวนะซัง..” ผมตอบด้วยภาษาญี่ปุ่นแบบงูๆ ปลาๆ (ซึ่งในหมู่งูและปลานี่ เป็นงูกว่า 90 %)
“อะ.. กู๊ดมอร์นิ่งนัทซัง” ริวนะค้อมหัวน้อยๆ ให้ก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องของตัวเอง ถ้าสังเกตให้ดีจะเป็นว่ายัยผีข้างหลังผมสีหน้าเปลี่ยนนิดหน่อย ผีสาวอ้าปากเตรียมจะพูดแต่..
“โฮ่.. สเน่ห์แรงจริงนะ...”
น้ำเสียงหวานออกประชดประชันกึ่งเล่นกึ่งจริงดังขึ้นจากด้านหลัง ยังไม่ทันจะหันกลับไปสาวเจ้าก็วิ่งมาโผล่ตรงหน้าซะก่อน
“จ๊ะเอ๋!!”
แล้วหญิงสาวเจ้าประจำก็โผล่พรวดขึ้นมาตรงหน้า เล่นเอาหัวใจผมกระตุกวูบ “อ๋า..”
“มาสายนะนาย.. อื๋อ..?” ยัยทรายยังไม่ทันจะบ่นจบ ดวงตาคู่คมๆ ของเจ้าหล่อนก็เหลือบมาเห็นร่องรอยของการหักโหม(?)บนใบหน้าของผม แล้วก็หัวเราะออกมาลั่นจนคนที่อยู่รอบๆ หันมามองเป็นตาเดียว
“ฮิๆๆๆๆๆ”
ขำอะไรกันนักกันหนาแม่คุณ..
“ฮ่าๆๆๆ”
ขำไม่ขำเปล่าเจ้าหล่อนเล่นลากคอเสื้อผมวิ่งตรงเข้าห้องอีกต่างหาก เมื่อมาถึงห้องยัยทรายก็เปลี่ยนจากดึง เป็นดันผมเข้าไปในห้อง “เอ้าพวกเรา วันนี้พาหมีแพนด้ามาจากเมืองจีน...”
“..................งั้นเหรอ?”
เสียงที่ตอบมาฟังดูนุ่มๆ แต่ก็ฟังดูน่าสยดสยองในเวลาเดียวกัน อาจารย์ศิระยืนส่งยิ้มที่ติดจะกวนนิดๆในสายตานักเรียนมาให้ ยัยตัวแสบที่ยืนเกาหัวยิ้มแห้งๆ อยู่ข้างหลังผม “ไปนั่งที่ได้แล้วยัยแสบ แกล้งเพื่อนทุกทีเลยสิน่า..”
สิ้นเสียงยัยทรายก็ลากผมไปเก็บที่ด้วยความรวดเร็ว ซึ่งเรียกเสียงหัวเราะจากทั้งห้องได้พอสมควร แต่เสียงหัวเราะก็ถูกขัดด้วยเสียงกระแอม “แฮ่ม.. เรียนๆ เปิดหนังสือไปแบบฝึกหัดบทที่แล้ว จะเฉลยการบ้าน”
“คร้าบ/ค่ะ” เสียงทุกคนในห้อง(คงจะยกเว้นผมกับยัยผีที่ยังคงตามติดเป็นเงา)ขานตอบอย่างพร้อมเพรียง
“เอ้า.. นทกานต์ ทำไมไม่ขานตอบ.. นั่น.. ว่าแล้วทำตาง่วงอีก..” อาจารย์ศิระผู้รับผิดชอบสอนวิชาคณิตศาสตร์ม.ปลาย ชี้แท่งชอล์กมาทางผม
“...ครับอาจารย์..................” ผมตอบด้วยเสียงเนือยๆ ก่อนจะหยิบหนังสือคณิตศาสตร์ม.6 ที่สภาพไม่ค่อยเหมือนหนังสือเรียนเท่าไหร่เพราะเต็มไปด้วยรอยขีดเขียนเล่นต่างๆ นานากางออกวางตรงหน้าแล้วหันไปกระซิบคุยกับผีข้างๆ
ดวงตาสีซีดทั้งคู่มองกลับมา ริมฝีปากที่เม้มสนิทขยับขึ้นลงช้าๆ ผีสาวเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกระซิบ “ขอโทษ..”
“หือ?” ผมเลิกคิ้วขึ้นสูง
“..ขอโทษ......” ผีสาวเบนสายตาหลบแล้วพูดด้วยเสียงดังกว่าเดิม
“บรรยากาศห้องดูอึมครึมจังนะ..” ศิรินดาว่าเรียบๆ เป็นการเปลี่ยนเรื่องพลางใช้สายตามองไปรอบๆ ห้อง แถวหน้าสุดยังคงมีคนนั่งอยู่เต็ม หากแต่ในยามปกติคงมีใครบางคนแถวนั้นคุยเล่นกับอาจารย์เพื่อแอบดึงเกมทำให้เวลาสอนของอาจารย์ลดลงเป็นแน่ แถวถัดมาคือแถวที่ผมและรินนั่ง ริมหน้าต่างด้านซ้ายสุดที่มักกลายเป็นที่ให้ผมใช้ ‘เหม่อ’ เสมอ ส่วนแถวถัดไปด้านหลังเป็นที่นั่งของหญิงสาวที่อาจารย์ศิระตั้งฉายาให้ว่า ยัยแสบ ซึ่งก็คงไม่พ้นยัยทรายนั่นเอง
ห้องทั้งห้องดูสมเป็นห้องเรียนอย่างที่ไม่เคยเป็น.. อาจเพราะความเศร้าที่ยังคงฝังอยู่ลึกๆ ในใจของทุกคนล่ะมั้ง..
“..เพื่อนตายไปทั้งคน.. ใจคอเธอจะให้พวกฉันฉลองเหรอ..” ผมแขวะใส่เธอนิดๆ ก่อนจะหันไปส่งรอยยิ้มจางๆ ให้กับร่างโปร่งใสที่อยู่ข้างกาย “ทุกคนเค้าก็เป็นห่วงเธอนะ ริน”
“อะ.. อืม” ผีสาวก้มหน้าเพื่อซ่อนดวงหน้าที่แดงขึ้นเพราะความอาย
ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ ในขณะที่มือก็จัดการหยิบอาวุธประจำตัวออกจากกระเป๋า ดินสอกดสีดำและเครื่องเขียนทั้งหลายแหล่ถูกยกขึ้นมากองไว้ตรงหน้าพร้อมใช้งาน “ยัยทรายน่ะร้องไห้เลยนะ รู้รึเปล่า..”
“อืม.. รินรู้.. วันนั้นรินก็เห็น.. เห็นทุกคนนั่นแหละ..” ผีสาวตอบเสียงอ่อย
แล้วเสียงวัตถุแหวกอากาศมาด้วยความเร็วก็ดังขึ้น
ฟ้าว.... ป๊อก!
ชอล์กแท่งสีขาวกระแทกหน้าผากผมอย่างแม่นยำ ผมยกมือขึ้นลูบแล้วมองไปยังผู้ปล่อยอาวุธมรณะนี้ที่หน้าห้อง
“เอ้าๆ นั่นละเมอบ่นอะไร ถ้าไม่ไหวไปนอนห้องพยาบาล อย่ามานั่งทำตาปรือๆ แข่งกับยัยตัวแสบสิ มีแค่คนเดียวครูก็แย่แล้ว..” อาจารย์ศิระบ่นออกมาเบาๆ ซึ่งนั่นทำให้บรรยากาศอึมครึมในชั้นเรียนหายไปชั่วขณะ
“คร้าบๆ ...” ขานรับอย่างเนือยๆ เช่นเคย แต่อยู่ๆ ผมก็รู้สึกว่าโลกมันโคลงแล้วก็มืดลงทันที
“นัท!”
“เฮ้ย ไอ้นัทเป็นลม”
“เฮ้!”
นั่นคือสามประโยคสุดท้ายที่ได้ยิน..
-------------------------------------------------------------------
<<ตอนก่อนหน้า ไปหน้าสารบัญ ตอนถัดไป>>




นึกถึงสมัยเรียน ม.ปลาย
อาจารย์มาเฟีย
#1 By Pat (118.174.141.54) on 2008-05-18 23:40