After Raining Ghost - 6..
posted on 25 May 2008 20:17 by whitepaladin in Fiction6..
“อืม..”
ดวงตาสีเหล็กลืมขึ้นอย่างช้าๆ แต่ก็ต้องรีบหยีลงทันทีเพราะแสงจากดวงไฟเหนือศีรษะ
“ที่นี่...”
“นายเป็นลม.. นี่ห้องพยาบาล..”
เสียงหวานที่ค่อนไปทางราบเรียบบอก ผมรู้สึกได้ว่ายัยผีกำลังนั่งอยู่ข้างๆ เธอถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพูดประโยคที่มักจะพูดบ่อยๆ ในช่วงหลังนี้ “เอ่อ.. ริน.. ขอโทษ..”
ผมยกมือขวาขึ้นบังแสงนีออนแล้วคลี่ยิ้ม “พักนี้ดูแปลกๆ ไปนะ เธอน่ะ”
“ปละ.. แปลกยังไง” น้ำเสียงนั้นออกจะประหม่าผิดจากเด็กสาวคนเดิมที่เคยรู้จัก แม้จะไม่ได้มองหน้าแต่ก็พอจะรู้ได้ว่าดวงหน้าของเจ้าหล่อนคงแดงขึ้นเพราะความอายเป็นแน่
“หึ..” ผมแอบหัวเราะเบาๆ “ทำตัวน่ารักก็เป็นนี่นา..”
“อะ..” ยัยผีอุทานออกมาก่อนที่จะเงียบไป.. พักใหญ่..
กริ๊ง!!!!!!
ออดหมดคาบเรียนดังอย่างต่อเนื่องราวครึ่งนาที ผมผุดลุกขึ้นจากเตียงพยาบาลที่ปูด้วยผ้าสีขาวเพื่อดูเวลา “บ่ายสองโมง...”
ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ กับเงาของตัวเองที่สะท้อนในกระจกตู้ยาที่ตั้งอยู่ข้างๆ เตียง เพราะว่านี่มันเลยเวลาขายอาหารกลางวันของโรงเรียนแล้ว ดูท่ามื้อนี้คงจะต้องยกยอดไปรวมกับตอนเย็นทีเดียว มองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นยัยผีแล้ว
หายไปไหนของเค้า.. เดี๋ยวคงกลับมาล่ะมั้ง..
“อ้าว ตื่นแล้วหรือ?” อาจารย์ลินดา อาจารย์พยาบาลที่เพิ่งบรรจุใหม่ได้ยังไม่ครบเทอมดีเดินเข้ามาในห้องแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ทำงานประจำตัว เธอวางข้าวของที่หอบพะรุงพะรังเต็มมือเก็บเข้าที่ ก่อนจะหันมาส่งยิ้มแบบฝืนๆ ให้ผม “นอนไม่พอ.. ช่วงนี้ร่างกายยังไม่ค่อยแข็งแรงด้วย ก็เลยฟุบไปง่ายๆ ทีหลังก็ระวังไว้หน่อยล่ะ ไปไหนมาไหนเอาเพื่อนไปด้วยก็ดี”
“ครับ..”
ผมรับคำด้วยเสียงเรียบๆ
“ว่าแต่ไปทำอะไรมาถึงนอนไม่พอกันน้า..” อาจารย์สาวเท้าคางแล้วมองผมด้วยสายตาแปลกๆ ยังกับจะบอกว่า ‘รู้นะว่าทำอะไรมา’ หรืออะไรเทือกนั้น
ผมยกมือตบหน้าผากดังแปะด้วยความกลุ้ม จำใจต้องอธิบายก่อนที่เธอจะคิดอะไรเลยเถิด “ที่จริง.. ก็คือเมื่อคืนนอนไม่หลับน่ะครับ เพราะว่ากลางวันนอนเยอะ ก็เลยไปเอาหนังสือที่แม่วานให้ช่วยดูที่อ่านค้างไว้เมื่อมาตรวจต่อ.. อ่านไปอ่านมากว่าจะรู้ตัวก็เกือบเช้าแล้ว ก็เลย.. แหะๆ”
“…” สีหน้าของอาจารย์สาวสงบนิ่ง เหมือนกับจะบอกเป็นนัยๆ ว่าไม่เชื่อ แต่เธอก็ยิ้ม “เอ.. หนังสือที่ว่าน่ะ.. ต้นฉบับ ‘อควาติคอีเดน’ เล่มใหม่ใช่มั๊ย?”
“หะ.. หา อาจารย์รู้ได้ไงครับ” ผมถามกลับอย่างทึ่งๆ
อาจารย์สาวแสร้งกระแอมก่อนจะทำท่ายืดอกด้วยความภาคภูมิใจ “แฮ่ม หนังสือที่ลูกชายคุณกานดา ธาราพิทักษ์ ช่วยตรวจ สำหรับช่วงนี้ก็คงไม่พ้นเรื่องนี้หรอกจ้ะ แหม.. ก็ครู.. เป็นแฟนตัวยงชนิดเรียกว่าแฟนพันธุ์แท้ของคุณ ‘กานดารา’ ด้วยไงจ๊ะ แล้วนี่ก็..”
ว่าแล้วเธอก็เปิดลิ้นชักคว้าเอา อควาติคอีเดน เล่ม 3 ขึ้นมาโชว์ สภาพหนังสือยังคงดูใหม่เพราะถูกหุ้มด้วยปกพลาสติกอย่างดี ด้านในของปกมีลายเซ็นต์ของแม่ อาจารย์สาวอมยิ้ม “ยังมีอีกหลายเล่มนะจ๊ะ.. แล้วทุกเล่มก็มีลายเซ็นด้วย จะดูไหมล่ะ.. แล้ว.. เอ่อ.. ถ้ายังไงรู้ว่ารวมเล่มต่อไปจะออกเมื่อไหร่ก็ช่วยบอกด้วยนะจ๊ะ นทกานต์ จะตามไปขอลายเซ็นต์แม่เธออีก”
“อะ.. ครับ คิดว่าต้นฉบับเสร็จเกือบสมบูรณ์แล้ว ก็เหลือที่ส่งให้สำนักพิมพ์ไปพิสูจน์อักษร ตรวจทาน แล้วก็จัดพิมพ์รวมเล่มล่ะครับ อีกไม่นานคงได้วางแผง แหะๆ” ผมตอบพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆ
“นี่.. รู้มั๊ย ครูน่ะนะ ติดตามงานของแม่เธอมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ เลยล่ะ แม้ว่าตอนช่วงนั้นจะยังไม่ค่อยดังก็เถอะ ครูชอบสไตล์การเขียนและมุมมองที่หลายๆ คนอาจไม่เคยมองที่คุณกานดาราแทรกเข้าไปในเรื่อง แล้วยิ่งตอนได้เจอตัวจริงยิ่งชอบ น่ารัก.. ใจดี.. แล้วก็เป็นกันเองกับแฟนหนังสือด้วย ตรงนั้นแหละที่เป็นเหตุผลที่ติดตามมาจนถึงเดี๋ยวนี้.. ว่าแต่เรารู้รึเปล่าว่าคุณแม่เธอน่ะเขียนหนังสือเล่มแรกตั้งแต่ยังอยู่มหาลัยเลยนะ แล้วก็..ฯลฯ” อาจารย์ลินดาชวนคุยยาวเป็นคุ้งเป็นแคว จนผมได้แต่นั่งแอบเหงื่อตก นั่งปั้นหน้าแสดงอารมณ์ร่วมเต็มที่ ซึ่งกว่าเธอจะเลิกคุยก็ปาเข้าไปเกือบเวลาเลิกเรียน
“ไว้มาอีกนะ ยังมีเรื่องที่อยากจะคุยด้วยอีกเยอะแยะเลย” อาจารย์ลินเดินออกมาส่งหน้าที่ห้องพยาบาล ผมพยักหน้ารับ “ครับ”
คงไม่มาอีกแล้วล่ะครับ
นี่คือเสียงของความจริงในใจ ดูท่าอาจารย์จะปลื้มแม่ผมมากจริงๆ
ผมก้าวเดินอย่างช้าๆ ออกจากห้องพยาบาลโดยไม่รู้จุดหมาย ยกนาฬิกาที่ต้องย้ายมาใส่ไว้ที่ข้อมือขวาขึ้นดู อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เลิกเรียนแล้ว ลองคำนวนเวลาดูคร่าวๆ แล้วรู้สึกว่าจะโดนอาจารย์ลินกักตัว(?)ไว้เป็นชั่วโมง
“เฮ้อ...” ได้แต่ระบายลมหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหน่าย
“ไปไหนดี..” ผมพึมพำกับตัวเอง หันซ้ายทีขวาที ที่พึ่งที่คิดว่าจะปรึกษาด้วยก็หายตัวไปตั้งแต่โดนแซวเมื่อช่วงบ่าย ได้แต่ถอนหายใจอีกครั้งแล้วเดินตรงไปยังที่ประจำ
ป่านนทรีช่วงนี้ชื้นแฉะ พื้นที่เป็นดินนุ่มๆ ถูกคลุมทับด้วยซากของก้านเล็กๆ และใบขนาดจิ๋วของต้นนนทรีจนดูคล้ายกับดักโคลนที่ใครเผลอเหยียบเข้าก็ได้เตรียมซักรองเท้าเลย น้ำในลำประโดงที่ตื้นเขินก็ดูเหมือนจะสูงขึ้นนิดหน่อย ผมเคยได้ยินว่าช่วงที่ฝนตกหนักๆ น้ำในลำประโดงนี้จะเอ่อออกมาท่วมป่านนทรีนี้ทีเดียว
คนที่ไม่มีอะไรจะทำอย่างผมมองดูภาพข้างหน้าแล้วส่ายหัวช้าๆ ช่วงนี้ที่นี่แฉะเกิน ขืนนั่งลงไปมีหวังถูกแม่เล่นงานแน่ที่ทำกางเกงเปื้อน จึงได้แต่มองน้ำใสในลำประโดงอย่างเสียดายแล้วหันหลังกลับไปหาสถานที่ใหม่
ห้องสมุดประจำโรงเรียน แอร์เย็นๆ และบรรยากาศเงียบๆ ชวนให้นอนมากกว่าทำสมาธิอ่านหนังสือ ผมมองหนังสือมากมายหลายหมวดที่จัดเรียงเป็นระเบียบตามระบบ Library of Congress ที่ใช้กันในห้องสมุดทั่วไปเป็นมาตรฐาน หยิบหนังสือที่น่าสนใจมาดูเล่มแล้วเล่มเล่า เพื่อฆ่าเวลา โดยส่วนใหญ่แล้วหนังสือที่ผมอ่านมักจะเป็นหนังสืออ้างอิงที่มีรูปสวยๆ อ่านก็ได้ ดูรูปก็เพลินดี ซึ่งหนังสือพวกนี้มักจะถูกห้ามนำออกจากห้องสมุด หรือพูดง่ายๆ ก็คือห้ามยืมนั่นแหละ ผมเองก็เคยอยากได้หนังสือแบบนี้เก็บไว้ที่บ้านจึงชวนคุณแม่ไปดูตามร้านหนังสือ แต่แค่พอเห็นราคาก็เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมถึง ‘ห้ามยืม’
เวลา.. ยังคงเดินต่อไปอย่างเชื่องช้า..
เคยได้ยินคนพูดไว้ว่า “เวลาแห่งความสุขจะผ่านไปเร็วเสมอ” ซึ่งตอนแรกที่ได้ยินก็ไม่คิดเชื่อหรอก เพราะว่าไม่ว่าใครต่างก็ได้รับเวลาเท่าๆ กัน คือ 24 ชั่วโมงต่อ 1 วัน ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกอย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จิตรกรชื่อดังอย่างแวนโก๊ะ นักเขียนหนังสือเด็กที่เป็นที่ชื่นชมอย่างคุณเจเค หรือเด็กนักเรียนม.ปลายอย่างผมเอง แต่ก็ได้รู้ว่ามันจริงอย่างที่พูดไว้ ด้วยการพิสูจน์แบบตรงข้าม “เวลาที่เรารู้สึกไม่ดีจะผ่านไปอย่างเชื่องช้า” เวลาที่เราเบื่อ.. เวลาที่เราทุกข์.. เวลาแห่งความเศร้า.. เวลาที่เจ็บปวด.. เวลาที่เรารอคอยใครซักคน.. แม้อยากให้ผ่านไปเร็วขนาดไหน.. เหมือนยิ่งเร่งมันกลับยิ่งช้าลง
ทุกอย่างอยู่กับจิตใจของคน..
ฟึบ..
ผมปิดหนังสือแล้วหยิบไปวางคืนที่ชั้น ก่อนจะไปคว้ากระเป๋านักเรียนแล้วเดินออกจากห้องสมุดด้วยอารมณ์เนือยๆ
ผมรีบเดินผ่านกริ่งที่อยู่หน้าห้องสมุดอย่างรีบร้อน เพราะรู้ว่ามันกำลังจะส่งเสียงเตือนน่ารำคาญออกมาในไม่กี่วินาทีนี้..
กรี๊งงงงงงงงงงงงงง!
สุดท้าย วันนี้ก็ไม่ได้เรียนซักวิชา ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ
“เจอแล้ว.. เด็กไม่ดี.. โดดเรียน............”
เสียงคุ้นหูดังขึ้นข้างหลังพร้อมกับความรู้สึกถูกของอะไรที่ค่อนข้างนิ่มกระแทกจากด้านหลัง เมื่อหันไปดูก็พบว่าเป็นยัยเอ๋อขาประจำนั่นเอง แถมยังมาทำตัวนัวเนียอยู่ข้างหลังอีกต่างหาก
“จะกลับแล้ว.. กลับด้วยกันมั๊ย” ผมเอ่ยปากชวนตามมารยาท เพราะรู้ดีว่าถึงยังไงยัยเอ๋อก็คงจะขอกลับด้วยแน่ๆ “แล้วก็.. เลิกกอดได้แล้ว...”
“อืม กลับสิ กลับ” ทรายตอบด้วยเสียงร่าเริง
“อ่ะ.. อ่า.. Excuse me..”
ผมและทรายหันไปมองตามต้นเสียงด้วยความพร้อมเพรียง คิดไว้ในใจว่าทักด้วยภาษาอังกฤษอย่างนี้มีคนเดียว คุณนักเรียนแลกเปลี่ยนยืนทำหน้าเขินๆ อยู่ หญิงสาวเอ่ยถามผมและทรายว่า “Can I go with you,Nut san ,Sai San? Please.. my friend isn’t here. I can’t go alone.”
เราสองคนมองหน้ากันก่อนจะพยักหน้า แล้วยัยทรายก็ส่งยิ้มร่าเริงให้ “Sure!, You can go and Play with us! Let’s Go Go Go! Leave this to us!” ยกมือขึ้นทำท่าไชโยจนผมเห็นแล้วอยากยกมือปิดหน้า แต่ช่วยไม่ได้ที่มือไม่ว่าง..
“Thank you very much.” ริวนะค้อมหัวให้เล็กน้อย
ผมมองผ่านผู้คนที่เริ่มหนาแน่น มองหายัยผีที่สองวันนี้ตามติดผมเป็นเงา หากแต่ก็ไม่เจอ..
“นัท ไปเร็ว ริวนะรอแล้ว..” คนที่ร่าเริงที่สุดส่งสัญญาณมาเตือนด้วยการปาลูกไม้เล็กๆ ที่ตกอยู่บนพื้นใส่ผม
เห็นว่าทั้งสองคนกำลังรออยู่จึงได้แต่ถอนหายใจแล้วพยักหน้ารับ “อืม ไปเดี๋ยวนี้แหละ”
รินหายไปไหนนะ..
-------------------------------------------------------------------
<<ตอนก่อนหน้า ไปหน้าสารบัญ




เขียนต่อเร็วๆ น้า
#1 By เกด (202.44.135.35) on 2008-05-25 23:18